7 วิธีดูแลสุขภาพแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

7 วิธีดูแลสุขภาพแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

7 วิธีดูแลสุขภาพแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

7 วิธีดูแลสุขภาพแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้านในด้านสุขภาพนับว่าเป็นวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่มีความหลากหลายและแตกต่างกันไปในสังคมไทย โดยภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ตกผลึกมาจากการสังเกตทดลองใช้ คัดเลือก กลั่นกรอง พัฒนา และสั่งสมสืบทอด ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น

ภูมิปัญญาไทยจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพในเรื่องของการบำบัด บรรเทา รักษาป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพของคนให้มีสุขภาพที่แข็งแรง มีวิธีดูแลสุขภาพในแบบภูมิปัญญาชาวบ้านโบราณที่คุณสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้แบบไม่ยาก รับรองว่าอัดแน่นไปด้วยเกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพเพียบ

1. ปรับสมดุลในร่างกาย ด้วยอาหารฤทธิ์ร้อนและเย็น

คำกล่าวที่ว่าคนสมัยก่อนกินอาหารเป็นนับว่ามีความเป็นจริงอยู่มาก โดยเฉพาะพืชผักของบ้านเราส่วนใหญ่แทบทั้งหมดล้วนมีสรรพคุณทางยาทั้งนั้น หากเข้าใจหลักการและนำมาประยุกต์ใช้กับการกินอาหารแต่ละวัน คุณก็จะมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยแม้ในวันที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จะเห็นได้ว่าการกินอาหารของคนไทยสมัยโบราณนั้นปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยยึดเอาสภาพแวดล้อม และสภาพอากาศเป็นปัจจัยในการกำหนดพฤติกรรมการกิน ซึ่งคนโบราณจะไม่กินอะไรซ้ำๆกันตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเน้นไปที่การกินพืชผักผลไม้ จึงทำให้มีสุขภาพแข็งแรงนั่นเอง

อาหารฤทธิ์เย็น

อาหารฤทธิ์เย็น

เป็นอาหารที่กินแล้วทำให้ร่างกายเกิดความเย็น สังเกตง่ายๆคือ เป็นอาหารที่ทำให้รู้สึกชุ่มคอ ไม่หิวน้ำ เช่น มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ ลางสาด กล้วยน้ำว้า น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว สตรอเบอร์รี่ ฯลฯ

อาหารฤทธิ์ร้อน

อาหารฤทธิ์ร้อน

เป็นอาหารที่กินแล้วทำให้เราเกิดความร้อน สังเกตง่ายๆคือ หากกินแล้วรู้สึกเผ็ดร้อนหรือรู้สึกหิวน้ำถือว่าเป็นอาหารฤทธิ์ร้อน เช่น ฝรั่ง ขนุนสุก ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย ทุเรียน น้อยหน่า สละ ส้มเขียวหวาน มะตูม ละมุด มะเฟือง มะปราง มะขามหวานสุก มะไฟ ทับทิมแดง มะม่วงสุก ลูกยอ กระเจี๊ยบแดง ฯลฯ

แนวทางในการกินอาหาร คือ ควรเลือกบริโภคพืชผักให้เหมาะสมตามสภาพดินฟ้าอากาศในแต่ละฤดูกาล เช่น หากอากาศร้อนก็ควรกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็นในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อช่วยปรับสมดุลภายในร่างกาย แต่หากอากาศหนาว ควรกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนเข้าไปในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายภายใน เพราะหากร่างกายไม่สมดุลก็จะนำไปสู่อาการป่วยไข้หรือไม่สบายได้

2. ดื่มน้ำสมุนไพร

2. ดื่มน้ำสมุนไพร

สมุนไพรไทยแต่ละชนิดนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกันไป แถมสมุนไพรบางชนิดยังช่วยรักษาโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้อีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากความเฉลียวฉลาดของคนสมัยก่อนที่คิดปรุงแต่งอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณค่าบำรุงร่างกาย โดยผ่านการผสมผสานองค์ความรู้ต่างๆ เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยได้อย่างกลมกลืนนั่นเอง

  • น้ำขิง ขิงมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม ขับเสมหะ ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยลดการจับตัวของลิ่มเลือดและน้ำย่อยต่างๆ คนจึงนิยมดื่มน้ำขิงเพื่อบรรเทาอาหารไข้ ไอหรือมีเสมหะมาก
  • น้ำตะไคร้หอม ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการจุกเสียด ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ช่วยลดความดันโลหิต
  • น้ำใบบัวบก มีวิตามินเอสูงจึงช่วยบำรุงสายตาได้ดี ช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้อาการช้ำใน ฟกช้ำ ลดอาการปวดศีรษะข้างเดียว แก้อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง ช่วยขับปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ และช่วยลดอาการอักเสบได้
  • น้ำมะตูม เป็นยาระบายขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ขับเสมหะ และแก้อาการร้อนในได้ดี
3. พืชผักสวนครัว

3. พืชผักสวนครัว

ปัจจุบันคนเริ่มกลับมานิยมใช้พืชเป็นยารักษาโรคกันมากขึ้น ซึ่งพืชบางชนิดก็เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี อย่างเช่นพืชสวนครัวที่คุณนำมาใช้ทำอาหาร ซึ่งนอกจากใช้ประโยชน์ทางด้านอาหารแล้วยังเป็นยารักษาโรคในตัวอีกด้วย นับว่าเป็นวิธีดูแลสุขภาพอย่างง่ายๆ ที่ทำได้เองแบบไม่ต้องกลัวสารเคมีเจือปนหรือตกค้างเลยล่ะค่ะ อย่างเช่น

  • หัวหอมเล็ก ใช้แก้พิษแมลงกัดต่อย โดยให้ใช้หัวหอมตำกับมะขามเปียก และนำมาทาบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อย เช่น แมลงป่อง ตะขาบ มดตะนอย จะช่วยให้หายปวดบวมอย่างรวดเร็ว
  • กะเพรา ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและปวดท้อง โดยใช้ยอดกะเพราสด 2-3 ยอด กินแกล้มกับอาหารจะช่วยขับลมและลดอาการท้องอืด ปวดท้องได้ดีมาก นอกจากนี้กะเพรายังสามารถนำมาใช้แก้พิษแมลงป่องต่อย โดยโขลกใบกะเพรา 1 กำมือให้ละเอียด และทาบริเวณที่ถูกแมลงป่องต่อย จะลดอาการปวดบวมได้เร็วขึ้น
  • ข่า ใช้แก้ลมพิษ โดยนำหัวข่าล้างน้ำให้สะอาดตำผสมกับเหล้า ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ จะทำให้เย็นและหายคันภายในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการนำข่ามาใช้รักษาเกลื้อน โดยนำหัวข่ามาล้างให้สะอาดตำกับเหล้าขาว ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อนเช้าเย็น จะหายภายใน 2 สัปดาห์
7 วิธีดูแลสุขภาพแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน บำรุงผิวหน้าและผิวกายด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านสูตรโบราณ

4. บำรุงผิวหน้าและผิวกายด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านสูตรโบราณ

ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิววางจำหน่ายให้ได้เลือกกันมากมาย แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาใส่ใจกับคุณภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์มากขึ้น ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้สมุนไพรไทยกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เพราะนอกจากจะไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิว สมุนไพรไทยของเรายังมีสรรพคุณสำหรับนำมาใช้ภายนอกเพื่อสุขภาพผิวพรรณได้อีกด้วย

  • ขมิ้น เป็นสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์ในการบำรุงผิวให้ขาวและเนียนผ่อง เพราะขมิ้นสามารถช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวได้อย่างหมดจด  ช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม และดูเปล่งประกายขึ้น แถมยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ชะลอกระบวนการผลิตเม็ดสีผิว จึงสามารถทำให้ผิวขาวขึ้นอีกด้วย ในส่วนของการใช้ขมิ้นบำรุงผิวก็เพียงแค่นำขมิ้นสด หรือขมิ้นตากแห้งที่บดเป็นผง มาพอกและขัดบริเวณผิวหน้า และผิวกาย ทิ้งไว้สักพักจากนั้นล้างออกให้สะอาด
  • มะขามเปียก สมุนไพรคู่ครัวไทยอีกอย่างหนึ่งที่มีสรรพคุณเป็นกรด มี AHA ในปริมาณที่สามารถใช้ขัดผิวหน้า ผิวตัว หรือแม้กระทั่งจุดแห้งกร้าน ให้เนียนนุ่ม และดูขาวใสขึ้นได้ สำหรับใครที่อยากนำมะขามเปียกมาขัดหน้าขอให้ลองสูตรนี้ คือให้นำมะขามเปียกผสมน้ำอุ่นให้กลายเป็นเนื้อครีมเตรียมเอาไว้ ส่วนอีกหนึ่งถ้วยให้ผสมดินสอพอง น้ำผึ้ง น้ำมันรำข้าว และนมสดเข้าด้วยกัน จากนั้นตักเนื้อมะขามที่คั้นไว้มาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะมาผสม คนส่วนผสมให้เข้ากัน และนำมาพอกให้ทั่วผิวหน้า
7 วิธีดูแลสุขภาพแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะด้วยมะกรูด

5. บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะด้วยมะกรูด

มะกรูดไม่เพียงแต่ทำให้ผมดำเป็นเงางามเท่านั้น แต่ยังช่วยกำจัดรังแคแก้คันศีรษะ แก้ผมแตกปลายป้องกันผมร่วงและทำให้ผมหงอกช้า ด้วยความที่มะกรูดเป็นสมุนไพรธรรมชาติ คุณจึงไม่ต้องกลัวแพ้เหมือนแชมพูที่ทำจากสารเคมี และที่สำคัญมะกรูดยังใช้บำรุงผมได้ทุกชนิด จะคนผมแห้งหรือผมมันก็ใช้ได้

7 วิธีดูแลสุขภาพแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน การนวดแผนโบราณ

6. การนวดแผนโบราณ

การนวดถือเป็นภูมิปัญญาในการรักษาโรค ซึ่งเป็นการสร้างเสริมและเป็นการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจของคนไทยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้การนวดยังนับว่าเป็นวิถีชีวิตของคนไทยที่แสดงถึงการดูแลสุขภาพกันภายในครอบครัวอีกด้วย อย่างเช่น ลูกนวดให้ปู่ย่าตายาย หรือภรรยานวดให้สามี ซึ่งประโยชน์ของการนวดไทยนั้นมีผลดีต่อสุขภาพในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นระบบประสาท เพิ่มประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และผ่อนคลายความตึงเครียดทางจิตใจ

7 วิธีดูแลสุขภาพแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน การประคบสมุนไพร

7. การประคบสมุนไพร

การประคบสมุนไพรเป็นการใช้สมุนไพรห่อด้วยผ้าเป็นลูก เรียกว่า ลูกประคบ จากนั้นนำลูกประคบไปนึ่งให้ร้อนแล้วนำมาประคบบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย เคล็ดหรือขัดยอกซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ค่ะ สำหรับสมุนไพรที่นำมาใช้ทำลูกประคบส่วนใหญ่นั้นจะมีน้ำมันหอมระเหย เมื่อนึ่งให้ร้อนแล้วแล้วน้ำมันหอมระเหยซึ่งเป็นตัวยาจะออกมากับไอน้ำและความชื้น และเมื่อประคบตัวยาเหล่านั้นจะซึมเข้าผิวหนัง ช่วยรักษาอาการเคล็ด ขัดยอก ลดอาการบวมอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ นอกจากนี้ความร้อนจากลูกประคบยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้ตัวยาซึมผ่านผิวหนังได้ดีขึ้น และที่สำคัญกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยยังช่วยให้คลายเครียดแล้วเกิดความสดชื่นได้

ละครไทยเรื่องใหม่อย่าง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ ที่กำลังเป็นกระแสและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งได้นางเอกสาวสวยอย่าง แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ และนักแสดงรุ่นน้องอย่าง ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร ได้มารับบทพระนางคู่กันจะเป็นยังไงบ้างรอติดตามกันได้เลย

บทความที่น่าสนใจ : เคล็ดลับเพิ่มความสวยด้วยสมุนไพรไทย